เสียหายจากปรับน้ำมัน เป็น บี7 ทำให้เกิดบรรทุกน้ำมันได้น้อยลง

ตอบกระทู้


คำถามนี้ เพื่อป้องกันการส่งแบบอัตโนมัติจากสแปมบอท

BBCode ปิด
[Smile icon] ปิด
กระทู้แนะนำ
   

ถ้าคุณต้องการแนบไฟล์ไปกับข้อความนี้ กรุณากรอกรายละเอียดที่ด้านล่าง

มุมมองที่ขยายได้ กระทู้แนะนำ: เสียหายจากปรับน้ำมัน เป็น บี7 ทำให้เกิดบรรทุกน้ำมันได้น้อยลง

Re: เสียหายจากปรับน้ำมัน เป็น บี7 ทำให้เกิดบรรทุกน้ำมันได้น้

โพสต์ โดย เจ้าของกระทู้ » พฤหัสฯ. 24 เม.ย. 2014 12:42 am

ขอบคุณครับ ไม่คิดว่าจะเข้ามาตอบ

ตามที่ผมเข้าใจนะครับ ไบโอดีเซลน่าจะมีความถ่วงจำเพาะสูงกว่า ดีเซล
แต่เนื่องจากผสมในอัตราไม่เยอะ คือ 3% 5% 7% จึงทำให้ค่าเฉลี่ยแล้วอยู่ในเกณฑ์กำหนดเดิม

แต่ สมมติว่า ไบโอดีเซล 1 ลิตร หนักมากกว่า ดีเซลลิตรละ .1 กิโลกรัม
ดีเซล บี 7 100 ลิตร จะหนักเพิ่ม 0.7 กิโลกรัม
รถบรรทุก 1 คัน บรรทุกได้ 40000 ลิตร จะเพิ่ม 280
ปัญหาคือ คลังน้ำทันจะจ่ายน้ำมัน ให้รถบรรทุกน้ำมัน เป็น 1000 ลิตร
ถ้าน้ำหนักเพิ่มมา 280 ทำให้น่ำหนักบรรทุกเกินกำหนด 50.5 ตัน จะต้องลด ปริมาตรลงทันที 1000 ลิตร เหลือ 39000 ลิตร
ความเสียหายจะเกิดตามที่อธิบาย ข้อ 3-4 ครับ

Re: เสียหายจากปรับน้ำมัน เป็น บี7 ทำให้เกิดบรรทุกน้ำมันได้น้

โพสต์ โดย bfq_wb » พุธ 23 เม.ย. 2014 10:16 am

สำนักคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงขอชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนัก ดังนี้ การผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลทำให้น้ำมันมีค่าซีเทนสูงขึ้น กำลังมากขึ้นและประสิทธิภาพการเผาไหม้ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดการปล่อยความร้อนสู่โลก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจก ลดก๊าชที่เป็นมลพิษทางอากาศ อีกทั้งยังทำให้มีเสถียรภาพในด้านพลังงาน สามารถผลิตพลังงานขึ้นใช้ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ลดการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร
ประกอบกับกรมธุรกิจพลังงานมีการปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันดีเซล โดยได้กำหนดค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) ของน้ำมันดีเซล บี๐ บี๓ บี๕ และบี๗ อยู่ในช่วงเดิมตลอดมา ดังนั้น ช่วงน้ำหนักของน้ำมันที่บรรทุกก็จะอยู่ในช่วงเดิม และการซื้อขายน้ำมันก็มีการซื้อขายกันในหน่วยที่เป็นลิตรอยู่แล้ว

Re: เสียหายจากปรับน้ำมัน เป็น บี7 ทำให้เกิดบรรทุกน้ำมันได้น้

โพสต์ โดย bfbs_wb » อังคาร 22 เม.ย. 2014 3:08 pm

เนื่องจากคำถามเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน

สำนักความปลอดภัยธุุรกิจน้ำมัน ขอชี้แจงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักดังนี้ เรื่องระบบความคุุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง ตามประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่ให้มีการติดตั้งระบบควบคุุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2553 กำหนดให้มีการติดตั้งระบบควบคุุมไอน้่ำมัน ในพื้นที่ 7 จังหวัด คือ ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ระยอง สงขลา สมุทรสาคร สระบุรี สุุราษฎร์ธานี ซึ่งได้มีกฎกระทรวงควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2 )พ.ศ.2553 ผ่อนผันให้มีระบบควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการจ่ายน้ำมันให้กับรถขนส่งน้ำมันเหนือถัง (modified top loading) ทำให้ค่าดัดแปลงรถขนส่งน้ำมันลดลงจากประมาณ 500,000 บาท เหลือประมาณ 70,000 บาท ซึ่งช่วยลดภาระให้ผู้ประกอบการรถขนส่งน้ำมัน และเป็นไปตามมาตรการลดมลภาวะจากไอน้ำมันเชื้อเพลิง

เสียหายจากปรับน้ำมัน เป็น บี7 ทำให้เกิดบรรทุกน้ำมันได้น้อยลง

โพสต์ โดย กรุณาสอบถามผู้มีผลกระทบด้วย » จันทร์ 24 มี.ค. 2014 1:36 pm

อยากให้ทางกรมฯ ได้พิจารณาข้อดีข้อเสีย ในการที่จะออกกฎหมายใดใดให้มากกว่านี้ด้วย
เนื่องจาก ปัจจุบัน ผู้ประกอบการรถบรรทุกน้ำมันที่เฉพาะเป็น มาตรา 12 มีเกือบ 2500 ราย
และมีจำนวนรถบรรทุกน้ำมันรวมถึงเกือบ 30000 คัน

ผู้ประกอบการรถบรรทุกน้ำมันดูเหมือนจะถูกกระทำมาตลอด โดยไม่ใส่ใจความรู้สึก และปัญหาของเราเลย

1 เริ่มจาก การยกเลิก รถพ่วง แบบแม่ลูก ก็สร้างความเสียหายต้องขายรถทิ้งทั้งคัน เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปเป็นรถ เทเลอร์แทน
2 ปรับให้มีใช้ระบบโหลดล่าง ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขึ้นคันละเกือบ 5 แสนบาท ในการปรับปรุง
3 เปลี่ยนน้ำมันจาก บี 0 ไปเป็น บี 3 ทำให้น้ำหนักบรรทุก ที่เคยบรรทุกได้ จาก 40000 ลิตร ไปเป็น 39000 ลิตร
4 เปลี่ยนน้ำมันจาก บี 3 ไปเป็น บี 7 ทำให้น้ำหนักบรรทุก ที่เคยบรรทุกได้ จาก 39000 ไปเป็น 38000 ลิตร
5 บังคับติดตั้งระบบจีพีเอส ค่าใช้จ่ายตกคันละ 20000 บาท และค่าใช้จ่ายรายเดือนอีก 500 บาทต่อเดือน
6 บังคับ ให้พนักงานขับรถขับได้ วันละ 8 ชั่วโมง ทำให้อาจจะต้องเพิ่มพนักงานขับรถอีก คน และระยะเวลาขนส่งมากขึ้น

ข้อ 1 น่าจะมีรถที่ต้องปลดทิ้ง ไม่ต่อกว่า 5000 คัน ความเสียหาย 10000 ล้านบาท
ข้อ 2 ค่าเสียหาย 30000 คัน รวม 15000 ล้านบาท
ข้อ 3-4 ซึ่งถ้าคำนวนความเสียหาย จากการบรรทุกที่ลดลง ทุก 1000 ลิตร คิดค่าบรรทุกเฉลี่ยทั่วประเทศ ประมาณ ลิตรละ .40 สตางค์
จะเสียหาย 400 บาท ต่อคัน ต่อเที่ยว รถวิ่งได้เฉลี่ย 15 เที่ยว ต่อเดือน ค่าเสียหาย 6000 บาทต่อคันต่อเดือน หรือ 72000 ต่อคันต่อปี
หรือ 30000 คัน รวม 2160 ล้านบาท ต่อปี
ข้อ 5 รถ 30000 คัน รวม 600 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรายปีอีก 180 ล้านบาท
ข้อ 6 ???

ซึ่งจาก ข้อ 1-6 ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล คร่าวๆ รวมประมาณ 30000 ล้านบาทหรือคันละ 1 ล้านบาท
ในขณะตั้งแต่มีมาตรการต่างๆมา ไม่เคยมีการปรับอัตราค่าบรรทุกที่หน้าปั๊มเลย
นั่นหมายถึง มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมหาศาล ในขณะที่รายได้เท่าเดิม แล้วผู้ประกอบการจะอยู่ได้อย่างไร

ทำไมท่าน ไม่หาทางคิดช่วยเหลือไว้ด้วย ปล่อยให้ดิ้นรนกันไปตามยถากรรม หรือต้องเอารถมาปิดถนนประท้วงถึงจะทำ

ข้างบน