โดย สำนักบริการธุรกิจและการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง » พฤหัสฯ. 07 พ.ค. 2009 3:19 pm
รัฐบาลมีมาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2552 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนจากปัญหาราคาน้ำมันแพงซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันขึ้นไปสูงกว่า 40 บาท/ลิตร จากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลงทันที 2.47-3.88 บาท/ลิตร ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ดังนั้น เพื่อไม่ให้สถานีบริการขาดทุนในน้ำมันคงเหลือที่ซื้อมาในราคาเก่าและต้องจำหน่ายในราคาที่ลดลง นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้มีการจ่ายเงินชดเชยผลขาดทุนในน้ำมันคงเหลือตามปริมาณน้ำมันที่มีคงเหลืออยู่ในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเมื่อสิ้นสุดเวลาการลดอัตราภาษีสรรพสามิต ราคาขายปลีกน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นทันทีทำให้สถานีบริการได้กำไรส่วนเกินในน้ำมันคงเหลือ ก็ให้ส่งผลกำไรส่วนเกินดังกล่าวเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งการนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรปกติที่สถานีบริการควรจะได้รับจากการจำหน่ายน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 31 มกราคม 2552 รัฐบาลได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบรรเทาผลกระทบดังกล่าว โดยมีการทยอยปรับราคาขายปลีกในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 255 จำนวน 1.4486 บาท/ลิตร และวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวน 0.60 บาท/ลิตร นอกนั้นใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการ
อนึ่ง คำสั่งนายกฯ ดังกล่าวได้กำหนดบทลงโทษสำหรับสถานีบริการที่ไม่ส่งเงินเข้ากองทุน หรือส่งเงินไม่ครบถ้วน หรือส่งเงินเมื่อพ้นกำหนด โดยให้มีการเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 6 และอาจมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับสถานีบริการนั้นด้วย และจากคำสั่งดังกล่าวกำหนดให้กรมธุรกิจพลังงานมีหน้าที่แจ้งจำนวนเงินที่จะได้รับชดเชยและจำนวนเงินที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อสถานีบริการ ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้สถานีบริการได้รับโทษตามคำสั่งนายกฯ กรมธุรกิจพลังงานจึงได้แจ้งข้อกฎหมายให้ทราบในหนังสือดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ ในกรณีที่สถานีบริการใดยังไม่ได้รับเงินชดเชย หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ ขอให้รีบยื่นอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากกรมธุรกิจพลังงาน
รัฐบาลมีมาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2552 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนจากปัญหาราคาน้ำมันแพงซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันขึ้นไปสูงกว่า 40 บาท/ลิตร จากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลงทันที 2.47-3.88 บาท/ลิตร ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ดังนั้น เพื่อไม่ให้สถานีบริการขาดทุนในน้ำมันคงเหลือที่ซื้อมาในราคาเก่าและต้องจำหน่ายในราคาที่ลดลง นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้มีการจ่ายเงินชดเชยผลขาดทุนในน้ำมันคงเหลือตามปริมาณน้ำมันที่มีคงเหลืออยู่ในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเมื่อสิ้นสุดเวลาการลดอัตราภาษีสรรพสามิต ราคาขายปลีกน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นทันทีทำให้สถานีบริการได้กำไรส่วนเกินในน้ำมันคงเหลือ ก็ให้ส่งผลกำไรส่วนเกินดังกล่าวเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งการนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรปกติที่สถานีบริการควรจะได้รับจากการจำหน่ายน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 31 มกราคม 2552 รัฐบาลได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบรรเทาผลกระทบดังกล่าว โดยมีการทยอยปรับราคาขายปลีกในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 255 จำนวน 1.4486 บาท/ลิตร และวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวน 0.60 บาท/ลิตร นอกนั้นใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการ
อนึ่ง คำสั่งนายกฯ ดังกล่าวได้กำหนดบทลงโทษสำหรับสถานีบริการที่ไม่ส่งเงินเข้ากองทุน หรือส่งเงินไม่ครบถ้วน หรือส่งเงินเมื่อพ้นกำหนด โดยให้มีการเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 6 และอาจมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับสถานีบริการนั้นด้วย และจากคำสั่งดังกล่าวกำหนดให้กรมธุรกิจพลังงานมีหน้าที่แจ้งจำนวนเงินที่จะได้รับชดเชยและจำนวนเงินที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อสถานีบริการ ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้สถานีบริการได้รับโทษตามคำสั่งนายกฯ กรมธุรกิจพลังงานจึงได้แจ้งข้อกฎหมายให้ทราบในหนังสือดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ ในกรณีที่สถานีบริการใดยังไม่ได้รับเงินชดเชย หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ ขอให้รีบยื่นอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากกรมธุรกิจพลังงาน